การพัฒนาการของเด็ก อายุ 1 ปี 2 เดือน (14 เดือน)

การพัฒนาการของเด็ก อายุ 1 ปี 2 เดือน (14 เดือน) "ท้าทายและฝึกฝน"

      การพัฒนาการหลัก ที่ลูกควรทำได้แล้ว
       
     ช่วงอายุนี้ ลูกควรจะทำมือ “บ้าย…บาย” และในบางคนจะสามารถกลิ้งลูกบอลไปและกลับ เมื่อเล่นกับผู้ใหญ่ หลายรายจะสามารถดื่มจากถ้วยได้ และบางคนจะเริ่มทำตัวเป็น “ผู้ช่วยใหญ่” ของบ้าน ลูกควรจะยืนเองได้นาน และสามารถนั่งลงเอง และยืนขึ้นด้วยตัวเองได้ ในบางรายที่มีความคล่องตัวมาก และเดินได้เก่งแล้ว อาจสามารถเดินถอยหลังได้บ้าง ลูกจะเรียนรู้ศัพท์ต่างๆใหม่ๆ ทุกวัน และจะพูดได้หลายคำขึ้น เขาจะเริ่มรู้ว่าเขาต้องการสิ่งไร และรู้วิธีที่จะบอกคุณพ่อคุณแม่ว่า อะไรคือสิ่งที่เขาต้องการ

     อยากรู้-อยากลองไปทุกอย่าง
    
       ด้วยความตื่นเต้นที่เขาสามารถเดิน ไปหาสิ่งที่เขาสนใจได้โดยง่าย ทำให้ลูกเห็นอะไรน่าจับ น่าลองไปหมด คุณพ่อคุณแม่จึงควรตรวจดูสภาพในห้องของลูก และในบ้านบริเวณที่ลูกจะไปถึงได้ ให้มีความปลอดภัย เช่น การล็อกลิ้นชักของตู้และโต๊ะ, การเอาเทปกาวปิดรูปลั๊กไฟ, การเก็บของมีคม หรือเครื่องแก้วให้พ้นมือเด็ก ฯลฯ ก็จะทำให้คุณพอจะสบายใจได้ว่า ลูกจะปลอดภัยในระดับหนึ่ง คุณอาจจะหากล่อง หรือ ลังพลาสติกสำหรับให้ลูก ใส่ของเล่นที่ปลอดภัย เช่น กล่องพลาสติกขนาดไม่เล็กนัก, ตุ๊กตา, ลูกปิงปอง ฯลฯ ไว้ให้เขารื้อค้น เอาเข้าเอาออกได้เองง่ายๆ เขาจะชอบมากที่จะได้ช่วยคุณ “จัดของ” และ นั่นคือการเรียนรู้ที่สำคัญ อีกขั้นหนึ่งสำหรับลูก

     เรื่องกิน….เรื่องใหญ่…

     เด็กในวัยนี้ จะยังไม่มีคอนเซปต์ ของการทานอาหารเป็นมื้อ อย่างที่ผู้ใหญ่ทำกัน สำหรับเขาแล้ว การกินก็เหมือนกับสิ่งอื่นๆ ที่เขาตื่นเต้น เป็นของใหม่ที่น่าลอง น่า….ทำให้เละ ! นั่นคือเขากำลังเรียนรู้นั่นเองว่า ของนุ่ม ของหวาน ของแข็งเป็นอย่างไร และอยากรู้ว่า ถ้าลองละเลงเล่นจะเกิดอะไรขึ้น… และถ้าตกลงพื้นแล้วเกิดอะไรขึ้น …จึงเป็นที่แน่นอนว่า แต่ละมื้อของลูกจะเลอะเทอะบ้าง เขาจะพยายามฝึกทักษะ การจับช้อนเข้าปาก ซึ่งเป็นการฝึกการใช้มือ และการสั่งงานระดับสูงขึ้นของสมอง ให้มีการประสานงานกันระหว่างการใช้มือและสายตา ในการป้อนอาหารใส่ปาก คุณควรเตรียมสถานที่ บริเวณที่ใช้ป้อนอาหารเด็ก ให้สามารถทำความสะอาดได้ง่าย

    เริ่มมีความผูกพันกับสิ่งของ ที่ทำให้เขารู้สึกสบาย

       เด็กเริ่มต้องการความมั่นใจ และสิ่งต่างๆ ที่มาช่วยให้เขารู้สึกสบายใจ (sense of security) จึงจะเห็นว่า เด็กบางคนเริ่มติดตุ๊กตา บางคนเริ่มติดผ้าห่ม หรือหมอน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาจะสามารถหันหา เพื่อความสบายใจ เมื่อเกิดความรู้สึกกลัว หรือไม่สบายใจ โดยเฉพาะเมื่อตอนเหนื่อยๆ หรือง่วงนอน และตอนที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ ลูก ซึ่งการติดของเหล่านี้นั้น เป็นขั้นตอนการพัฒนาการที่ปกติ และไม่มีผลกระทบ ทางด้านลบต่อเด็กในอนาคต จึงอยากแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจเขา และยอมให้เขาได้มีสิ่งเหล่านี้ไว้ข้างกาย เมื่อเวลาเขารู้สึกคิดถึงมัน
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณผู้เขียน
พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์

อ่านต่อ »

การพัฒนาการของเด็ก 1 ปี 1 เดือน (13 เดือน)

การพัฒนาการของเด็ก 1 ปี 1 เดือน (13 เดือน) "วัยแห่งการเรียนรู้"


 การยืนและเดิน ในตอนนี้เด็กหลายคนจะเริ่มเดินได้บ้างแล้ว แต่ยังไม่คล่อง ยังมีท่าเดินแบบขากางๆ และได้ไม่กี่ก้าว บางคนยังอาจเพียงแค่เกาะยืน ไต่ไปตามขอบเก้าอี้โซฟา และชอบที่จะคลานไปยังที่ที่ตนเองต้องการจะไป และสามารถคลานได้เร็วมาก ซึ่งไม่ว่าลูกจะถนัดเดินหรือคลาน ก็เป็นขั้นตอนการพัฒนาการที่สำคัญอันหนึ่ง คือการที่ลูกเริ่มทำด้วยตนเอง ไม่ต้องคอยให้คนอื่นมาอุ้มเขา ไปที่ต่างๆ เหมือนแต่ก่อน ซึ่งหมายความว่า เขามีความพร้อม ที่จะก้าวไปสู่โลกกว้างด้วยตัวเองแล้ว การสำรวจและค้นพบ 
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
           ลูกจะเริ่มสำรวจสิ่งต่างๆ ที่เดิมอยู่ไกลเกินเอื้อมของเขา แต่ตอนนี้เขาสามารถเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้ เช่น อาจจะเดินมาดูลูกสุนัข และจะเอามือแตะมัน แต่พอมันเห่า หรือทำท่าจะกระโจนเข้าใส่ ก็จะกลัวถอยหนี หรือร้องไห้ให้คนมาอุ้ม ซึ่งก็เป็นการเรียนรู้ของลูกอย่างหนึ่ง หยิบจับคว้าของ นอกจากลูกจะสามารถใช้เท้าเดินได้ดีขึ้นแล้ว เขาก็ยังใช้มือทำอะไรๆได้มากขึ้นด้วย
             ลูกจะเริ่มหยิบของ เอามาหย่อนใส่ลงกล่องได้ บางคนอาจจะเริ่มลากเส้นดินสอสีในมือ แต่ก็เป็นเพียงการขีดเขียนทั่วไป ไม่เป็นรูปร่างอะไรนัก แม้ว่าเด็กบางคนอาจจะจับช้อนทานข้าวได้ แต่ก็ยังไม่สามารถทำท่าป้อนอาหารให้ตนเองได้ เริ่มโตช้าลง และทานอาหารน้อยลง คุณพ่อคุณแม่หลายคนจะหงุดหงิดที่พบว่า ลูกในวัยนี้ มีพฤติกรรมการทานอาหารเปลี่ยนไปจากเดิม ที่เคยทานอย่างว่าง่าย ป้อนเท่าไรก็เอาหมด กลายเป็นทานยากขึ้น และดู “อิ่ม” เร็ว เอามือปัด หรือปิดปาก แม้เพียงเพิ่งเริ่มป้อนได้ไม่กี่คำ


               ในช่วงต้นอายุ 1 ขวบนี้ โดยทั่วไป เด็กจะมีน้ำหนักตัวเป็น 3 เท่า ของน้ำหนักแรกเกิด และสูง (ยาว) ขึ้นจากตอนแรกเกิด ประมาณ 25 ซ.ม. ขณะที่จาก 1 ขวบ ถึง 2 ขวบ น้ำหนักจะขึ้นช้าลง เพราะเด็กจะเริ่มมีไขมันสะสมน้อยลง และกล้ามเนื้อจะแน่นขึ้น และเป็นธรรมดา ที่เด็กจะมีพฤติกรรมการทานอาหาร ที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง เป็นช่วงๆ บางช่วงอาจทานข้าวได้ดี แต่ทานนมน้อยลง บางช่วงจะดูเหมือนเบื่อข้าว เอาแต่นม ซึ่งถ้าเด็กยังทานอะไรบ้างในแต่ละวัน และไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยอะไร ก็ขอให้คุณพ่อคุณแม่ทำใจให้สบาย และคอยดูอยู่ห่างๆ เพราะเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง ก็จะทานอาหารเอง ตามที่เขาอยากจะทาน (แต่อาจจะไม่ได้ตามที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการ) ขออย่าได้พยายามยัดเยียด หรือจับกรอก จนเด็กกลัวและเกิดการต่อต้านในที่สุด

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
           การติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ เด็กเริ่มจะมีคำพูดเป็นคำๆ ที่มีความหมาย เช่น มามา (แม่) หรือ ยายา ( ยาย หรือย่า) ฯลฯ ได้ และแม้ว่าลูกจะยังพูดได้ไม่กี่คำ แต่ก็จะมีวิธีการ ที่จะบอกให้คุณพ่อคุณแม่รู้ว่า เขาต้องการอะไร เช่น ชี้นิ้วให้วางเขาลงที่พื้น เมื่อต้องการลงพื้น หรือดึงมือ ดึงเสื้อคุณเมื่อเขาต้องการให้คุณสนใจเขา และเขาดูจะฟังคุณพูดรู้เรื่องได้ดีพอควร เวลาคุณเล่นกับเขา หรือบอกให้เขาทำอะไร เมื่อใช้คำพูดง่ายๆกับเขา “ ไหน…ขอลองดูซิว่าจะเกิดอะไรขึ้น…ถ้า….”
ลูกดูจะเป็นนักทดลองตัวน้อย เขากำลังเรียนรู้ ดูปฏิกิริยาโต้ตอบของสิ่งของ หรือคนรอบข้าง ดูว่าจะเป็นอย่างไร….ถ้า….เช่น ลองเอาถ้วยปล่อยลงพื้น, หรือลองเอามือละเลงอาหารที่อยู่ในจานตรงหน้า…ลูกจะคอยสังเกตดูว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเขาทำอย่างนั้น และเนื่องจากความจำของลูกนั้นยังไม่พัฒนาอย่างเต็มที่ ลูกจึงชอบที่จะทำสิ่งนั้นๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
ลูกดูจะเป็นนักทดลองตัวน้อย เขากำลังเรียนรู้ ดูปฏิกิริยาโต้ตอบของสิ่งของ หรือคนรอบข้าง ดูว่าจะเป็นอย่างไร….ถ้า….เช่น ลองเอาถ้วยปล่อยลงพื้น, หรือลองเอามือละเลงอาหารที่อยู่ในจานตรงหน้า…ลูกจะคอยสังเกตดูว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเขาทำอย่างนั้น และเนื่องจากความจำของลูกนั้นยังไม่พัฒนาอย่างเต็มที่ ลูกจึงชอบที่จะทำสิ่งนั้นๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
วัคซีนป้องกันโรค วัย 1 ขวบนี้ จะมีวัคซีนที่สำคัญอีกหลายอย่าง ที่จะต้องให้ในช่วงนี้ ได้แก่ วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบญี่ปุ่น ซึ่งต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1- 2 อาทิตย์ และมีวัคซีนพิเศษ ที่ให้เลือกทำได้ ได้แก่วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส (ตั้งแต่อายุ 1 ปี ขึ้นไป) สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการป้องกันลูกจากโรคอีสุอีใส และที่ช่วงอายุ 12 - 15 เดือน จะมีวัคซีนป้องกันโรคหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม อีก จึงควรปรึกษาแพทย์ ที่ดูแลลูกเรื่องวัคซีนเหล่านี้ ตามเกณฑ์อายุของเขา (ดูในบทวัคซีนป้องกันโรค)
----------------------------------------------------------------------------------------------------------ขอบคุณผู้เขียนพญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์

อ่านต่อ »

พัฒนาการปกติ เดือนที่ 12

พัฒนาการปกติ เดือนที่ 12 “ หนูเดินได้แล้ว”

ลูกจะเริ่มมีความรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง และรู้ว่า ตนเองก็เป็นคนหนึ่งคน ที่แยกจากแม่ได้ (sense of self) เขารู้สึกถึงการเป็นตัวตนของเขา และจะมีวิธีที่จะบอกคุณได้ว่า อะไรชอบ อะไรไม่ชอบ และ เขาต้องการอะไรจากคุณ


     ลูกจะเริ่มพูดคำเดี่ยวๆ ที่มีความหมายได้ อย่างน้อย 2-3 คำ และจะชอบทำเสียงโทนสูงต่ำเหมือนกำลังคุย ด้วยภาษาของเขาเอง ซึ่งผู้ใหญ่จะฟังไม่รู้เรื่อง

     ประมาณ 3 ใน 5 รายของเด็กที่อายุ 1 ปี จะเริ่มเดินได้เอง ในวันครบรอบวันเกิดของเขา แต่ก็ยังต้องการการฝึกฝนอีกสักพัก ก่อนที่จะเดินได้คล่อง บางครั้งเด็กจะล้ม ซึ่งมักจะมีการร้องไห้ตามมาด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ใช่จากเจ็บตัว แต่จะเป็นจากตกใจ หรือหงุดหงิดที่ตนเองยังไม่สามารถเดินไปถึงที่ที่เขาต้องการ และหลายต่อหลายครั้งเด็กที่เริ่มเดินได้แล้ว จะกลับมาใช้วิธีคลานอีก เนื่องจากยังถนัด ที่จะพาตนเองไปไหนตามใจ โดยการคลาน และเขายังพบว่าเขาคลานได้เร็วกว่าเดินในช่วงแรกๆ


     น้ำหนักของลูก ดูจะไม่ค่อยขึ้นมากนักเหมือนเมื่อก่อน เป็นเพราะลูกจะมีกิจกรรม ให้ทำหลายอย่าง ซึ่งจะใช้พลังงานที่ได้ไปในการนี้พอสมควร ไม่เหมือนตอนเล็กๆ ที่จะกินกับนอนเป็นส่วนใหญ่ และพฤติกรรมการทานอาหารก็จะยังไม่แน่นอน บางครั้งจะชอบทานอย่างหนึ่ง ไปหลายมื้อติดๆ กัน แต่อีกวันอาจจะไม่เอาอาหารอย่างเดิมเลย หรือมีสิ่งที่น่าสนใจ ดึงให้เขาไม่อยากนอน ในตอนนั้น ซึ่งคุณควรจะทำตัวสบายๆ อย่าเข้มงวดว่าเขาจะต้องเข้านอนตรงตามเวลา ที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ควรอะลุ่มอะหล่วยบ้าง


      วัยนี้เด็กบางคนจะเริ่มมีการอาละวาด ลงไปดิ้นกับพื้น เมื่อถูกขัดใจบ้าง (Temper tantrums) ซึ่งอาจทำให้คุณตกใจ และถ้ายิ่งคุณหงุดหงิด อารมณ์เสียใส่เขา ก็จะยิ่งมีการอาละวาดมากขึ้นไปอีก ลูกต้องการคุณช่วยในการสอนให้เขารู้จักการควบคุมอารมณ์ของเขา เมื่อเขาโกรธหรือโมโห ดังนั้นคุณควรจะคุมตัวคุณเองให้ได้ก่อน และพูดหรือโต้ตอบกับเขา ด้วยท่าทีที่สงบเย็น ก็จะช่วยให้ลูกเริ่มเรียนรู้การควบคุมอารมณ์ของเขาเองได้ต่อไปในอนาคต


     ลูกอาจจะดูเป็นเด็กอารมณ์ดีน่ารัก ในช่วงขณะหนึ่ง แต่อีกแป็บเดียว อาจจะงอแงร้องไห้ได้ หรืออาจจะกลายเป็นเด็กที่ดื้อที่สุด ในอีกไม่กี่นาทีต่อมา แต่เขาก็ยังต้องการคนอยู่ใกล้ที่คอยดูแลเขา


     ในการเล่นกับเด็กคนอื่นๆ จะยังเป็นแบบต่างคนต่างเล่น จะไม่เล่นด้วยกันแบบเด็กโต แต่ก็จะอยากให้มีเด็กคนอื่นอยู่ใกล้ๆ เช่นกัน โดยเฉพาะถ้ามีเด็กที่โตกว่า มาเล่นกับเขา จะรู้สึกสนุกมาก


     คุณควรเริ่มการฝึกอบรมสอนลูกให้รู้ว่าอะไรทำได้ ทำไม่ได้ อะไรถูกอะไรผิด (ไม่ใช่จับมานั่งฟังเทศน์) ที่เรียกว่า Discipline ซึ่งมีความหมายลึกซึ้ง โดยอาศัยความรักความเข้าใจที่คุณมีต่อลูก


     หลักการก็คือ ความสม่ำเสมอ (consistency) ไม่ใช่ว่า ในกรณีเดียวกันเดี๋ยวได้ เดี๋ยวไม่ได้ คุณควรจะมีเกณฑ์อยู่ในใจ ที่ไปในแนวเดียวกัน ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ (รวมทั้งผู้ใหญ่คนอื่นๆ ที่ดูแลเด็กด้วย) เพื่อให้ลูกค่อยๆ เรียนรู้กฎเกณฑ์ และกติกาของการอยู่ร่วมกัน และการปฏิบัติตน พยายามใช้วิธีละมุนละม่อมและชัดเจนกับลูก จะช่วยให้เขาเข้าใจได้ดีขึ้น ไม่ใช่ว่าผู้ใหญ่คนหนึ่งบอกว่าไม่ แต่อีกคนรีบเข้ามาโอ๋ และให้เด็กได้ของนั้นๆ หรือเชียร์ให้เด็กทำตรงข้าม กับที่ห้ามไว้ทันที


     ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ ควรจะหาเวลาพูดคุยกันเอง ถึงเรื่องต่างๆ เหล่านี้ เพื่อที่จะได้ “ส่งและรับ เรื่อง” กันทัน เมื่อลูกเกิดอาการงอแงขึ้น ควรใช้วิธีกระตุ้นในเชิงบวก (positive re-enforcement) โดยการสนับสนุนพฤติกรรมที่ดี ให้คงอยู่ และแสดงให้ลูกทราบว่า คุณไม่ชอบ ถ้าเขาแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ออกมา


     ควรเก็บการลงโทษ หรือการใช้การกระทำอันเด็ดขาด ในการจัดการกับเขา ไว้เฉพาะในกรณีที่พฤติกรรมที่เขากำลังทำอยู่นั้น เป็นสิ่งที่อาจเกิดอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่นได้ และใช้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น


     เด็กบางคนจะเริ่มติดตุ๊กตานุ่มๆ, ผ้าห่ม, หมอน เพราะเขาจะใช้แทนการมีตัวคุณแม่อยู่ใกล้ตลอดเวลา เนื่องจากเขาโตขึ้นก็จริง แต่ก็ยังจะมี ความรู้สึกไม่อยากแยกจากคุณแม่ (separation anxiety) ซึ่งถึงแม้จะไม่มากเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังมีอยู่บ้าง และเช่นกัน ใน การกลัวคนแปลกหน้า (stranger anxiety) ก็จะยังคงมีอยู่บ้าง โดยเฉพาะเมื่อเขาต้องออกไปข้างนอกบ้านกับคุณ จึงควรระวังที่จะไม่ปล่อยเขาไว้โดยลำพัง กับคนที่เขาไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะเวลาอยู่ในที่ใหม่ ที่เขาไม่รู้จักคุ้นเคย


     อีกไม่นานลูกของคุณก็จะมีอายุครบ 1 ขวบเต็ม จากตอนแรกเกิด ที่เขาไม่สามารถช่วยตนเองได้เลย มาถึงตอนนี้ ที่เขาพอจะทำอะไรได้เองมากขึ้น เขาเริ่มรู้จักการเป็นตัวของตัวเอง การช่วยตนเอง และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ซึ่งอีกไม่นานเขาก็จะเป็นคนๆ หนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเขา และไม่มีใครเหมือน และไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร เขาก็คือ ดวงใจของเรานั่นเอง


     สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะทำได้ต่อไปก็คือ การช่วยกันอบรมเลี้ยงดูเขา ให้เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ที่มีความสุข ประสบความสำเร็จ และเป็นคนดีของสังคม ได้ดังที่เราตั้งใจไว้

ขอบคุณผู้เขียน
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์

อ่านต่อ »

พัฒนาการ ปกติเด็ก 11 เดือน

     

        ขณะนี้ลูกจะเริ่มเกาะยืน และไต่เดินตามขอบโซฟา ได้เองอย่างคล่องแคล่วขึ้น และในบางครั้ง เขาจะปล่อยมือ และเดินเองได้ 2-3 ก้าว แต่อาจจะไม่มั่นใจก้าวต่อไปจึงหยุด เด็กจะชอบการปีนบันไดมาก เขาจะพยายามปีนขึ้นบันได ไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่า จะถอยลงบันไดอย่างไร (ใช้เวลาอีกเกือบ 1-2 เดือน ที่จะรู้วิธีนำตัวเองลงบันไดมาได้เอง อย่างปลอดภัย) คุณต้องดูแลใกล้ชิด อย่าปล่อยลูกไว้ใกล้บันไดตามลำพังเป็นอันขาด ระวังตกบันได !!! 

       ช่วงนี้ลูกจะมีโอกาสหกล้ม หรือเดินกระแทกอะไรบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรุนแรงนัก เด็กบางคนจะอดทน ไม่ร้องไห้ง่ายๆ และคุณควรให้โอกาสเขาได้ลุกขึ้นเอง และตอบสนองกับเขาในเชิงบวก เช่น “ลูกดูซิ ชนถูกตรงนี้อีกแล้ว คราวหน้าระวังนะ” หรือ “ ไม่เป็นไรลูก ลุกขึ้นมา “ จะดีกว่า “โอ๋ โอ๋ เจ็บมากไหมลูก ใครมาแกล้งทำให้ลูกเจ็บ เดี๋ยวจะไปตีให้ร้องเลย” เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้ว่า อุบัติเหตุที่ทำให้เขาเจ็บตัวนั้น เกิดขึ้นเพราะเขาไม่ทันระวัง คราวหน้าถ้าเขาระวังก็จะไม่เจ็บตัวอีกจะดีกว่า การสอนให้เขาเข้าใจว่าการที่เขาเจ็บตัวนั้น เป็นเพราะมีคนแกล้ง และจะต้องทำร้ายกลับ เพื่อแก้แค้นที่มาทำให้ลูกเจ็บ

          คุณพ่อคุณแม่หลายคนจะตื่นเต้นที่ลูกเริ่มหัดเดิน จึงจะคอยกังวลว่า ลูกเดินเป๋ เดินเท้าปัดๆ (toddler gaits) ทั้งๆ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นการเดินของเด็กเล็กที่ยังไม่คล่องนักเท่านั้น โดยจะเห็นว่า ลูกจะเดินขากางๆ และปลายเท้าแบะออกบ้าง (เพื่อการทรงตัว) ทำให้หลายคน ไปวิ่งหาซื้อหรือ ตัดรองเท้าดัดขา (orthopedic shoes) ใส่กัน ซึ่งส่วนใหญ่ จะไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องใช้รองเท้าพิเศษนี้ เพราะเมื่อลูกเดินได้คล่องขึ้น ท่าทางเดินขากางๆ หรือเท้าแบะเล็กน้อยนี้ก็จะหายเองเป็นปกติเมื่อโตขึ้น และที่จริงแล้ว เมื่ออยู่ในบ้าน (ในห้อง)ที่พื้นสะอาดดี เด็กควรจะเดินเท้าเปล่า เพื่อที่จะได้หัดการทรงตัว และฝึกกล้ามเนื้อของขา และเท้าได้ดีขึ้น ให้ระวังพื้น ที่จะลื่นมากๆ เช่น พื้นหินอ่อน พื้นไม้ปาเก้ขัดมัน หรือพื้นที่เปียกลื่น ที่จะทำให้เด็กหกล้มศีรษะกระแทก เป็นอันตรายได้ 

          การใช้งานของมือ,นิ้ว และการประสานงานระหว่างมือและสายตา (Hand-eye coordination) ซึ่งเป็นการสั่งงานของสมอง ที่ซับซ้อนขึ้น (Higher brain functions) ทำให้มีการใช้กล้ามเนื้อทั้งมัดใหญ่ และมัดเล็ก จะดีขึ้น และนุ่มนวลขึ้น เด็กยังสนใจ ที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับรูปทรงและผิวสัมผัสของสิ่งของต่างๆ ที่เขาสามารถจะคว้ามา “ทำการสำรวจ” ได้ เขาจะเริ่มแยกแยะ ของต่างๆ ได้ดีขึ้น และจะเริ่มมีคอนเซปต์ ที่ว่า ของชิ้นเล็กจะสามารถใส่เข้าไปในของชิ้นใหญ่ได้ ขณะที่ของชิ้นใหญ่ จะไม่สามารถใส่เข้าไปในของชิ้นเล็กได้ คุณพ่อคุณแม่หลายคนจะตื่นเต้นที่ลูกชอบ “อ่านหนังสือ (ดูรูป) “ ทำให้เกิดความคาดหวังว่าจะสามารถกระตุ้น ให้เด็กเรียนเร็ว โดยการพยายามใช้ แฟลชการด์ (บัตรตัวอักษร, คำ หรือรูปภาพ) มาสอนเด็กซ้ำๆ เพื่อให้เด็กจำได้ แต่อายุขนาดนี้ นั้นจะยังไม่พร้อม อยากให้คุณแม่เข้าใจให้ถูกต้องว่า “ขบวนการเรียนรู้นั้น เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ” และจะดำเนินไปเอง เมื่อเด็กพร้อม ในช่วงนี้การอ่านหนังสือด้วยกันนั้นจะเป็นในแง่ที่ทำให้เขามีสัมพันธภาพ (bonding) ที่ดีกับคุณ และเป็นการทำให้เขาคุ้นเคยกับหนังสือและการอ่านเท่านั้น

          ในแง่ของสติปัญญา ( intellectual milestone) ลูกจะเริ่มมีคอนเซปต์ ของระยะและขนาดบ้าง (perspective) เขาจะเริ่มรู้ว่า ของอยู่ใกล้หรือไกล และของที่อยู่ใกล้จะดูเหมือนใหญ่กว่าของที่อยู่ไกลออกไป เด็กบางคนจะเริ่มส่งเสียงที่พอฟังออกว่า เป็นคำที่มีความหมายได้บางคำ ซึ่งเดิมเคยเชื่อว่า จะเป็นสัญญานบอกว่า จะเป็นเด็กฉลาด แต่ในปัจจุบันพบว่า การที่เด็กพูดได้เป็นคำบ้าง ในช่วงอายุนี้ไม่ได้บ่งถึงความฉลาดเป็นพิเศษกว่าเด็กอื่น เพราะว่า ในตอนนี้เด็กจะยังเลียนเสียงผู้ใหญ่แบบนกแก้วฝึกพูดมากกว่าจะเข้าใจในความหมายของคำทั้งหมดที่พูดออกมา ลูกจะรู้จักคำต่างๆ ได้มากกว่า 10 คำ และจะทำตามคำบอกง่ายๆ ได้หลายอย่าง ช่วงนี้คุณจะสามารถเริ่มสอดแทรกคำว่า “คะ, ครับ” หรือทำโทนเสียง ที่สุภาพให้เขาเข้าใจได้ ในเวลาพูดกับเขา
         ในช่วงนี้ลูกจะนอนน้อยลงในเวลากลางวัน เด็กบางคนจะนอนตอนสายและตื่นมาทานมื้อกลางวัน ซึ่งทำให้เขาง่วงนอนงอแง เมื่อถึงตอนเย็น คุณจะสามารถเริ่มฝึกให้เขาไม่นอนตอนสาย แต่เลื่อนมาเป็นนอนตอนบ่าย หลังมื้อเที่ยงแทน ซึ่งจะทำให้เขาไม่งอแงนักในตอนเย็น และสามารถเข้านอนตอนหัวค่ำได้ และหลับได้นานตอนกลางคืน

     บทบาทของคุณพ่อและคุณแม่ ที่ช่วยกันในการเลี้ยงดู และเล่นกับเขานั้น มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกัน เพราะไม่ว่าจะเป็นการเล่นแบบอย่างคุณแม่ หรือแบบอย่างคุณพ่อก็จะเป็นการส่งเสริมให้ลูกได้เรียนรู้มากขึ้น และมีความหลากหลาย ในแนวทางความคิด และการกระทำ ฯลฯ ทำให้เขาพร้อม ที่จะออกสู่โลกภายนอกรอบตัวเขามากขึ้น ช่วงนี้ลูกยังต้องการการโอบกอด, การหอมแก้ม และการอยู่ใกล้คุณ,เล่นกับคุณ ไม่ต้องห่วงว่าจะทำให้เขาติดคุณและเสียนิสัยหรือจะเป็นการเอาใจจนเคยตัว เด็กเรียนรู้ผ่านทางการเล่น และการทำซ้ำๆ จนเกิดความชำนาญ บนพื้นฐานของความรัก ความเอาใจใส่ ที่คุณพ่อคุณแม่ให้กับเขา
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณผู้เขียน
พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์

อ่านต่อ »

พัฒนาการ ปกติวัย10 เดือน

พัฒนาการ เด็ก 10 เดือน - ล้อเล่นน่า


      เด็กอายุ 10 เดือนนี้ จะยังคงมีขั้นตอนการพัฒนาการ ในด้านต่างๆ ไม่เท่ากันทีเดียว บางคน อาจจะสามารถเกาะยืน ตั้งไข่ และเริ่มเดินได้ 1-2 ก้าว ขณะที่อีกคน ยังเอาแต่คลาน แต่สามารถทำท่าทาง และส่ง” ภาษา” ได้ดีกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนควรจะนั่งได้ด้วยตนเองอย่างสบายๆ เด็กบางคน อาจจะชอบที่จะเล่นกับคนรอบข้าง ใครก็ได้ แต่บางคน อาจจะเอาแต่คุณแม่ หรือพี่เลี้ยงเท่านั้น ซึ่งความเหลื่อมล้ำกันบ้างเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเหตุให้คุณต้องกังวลใจ เนื่องจากเมื่อถึงเวลาที่ลูกพร้อม เขาก็จะสามารถเปลี่ยน จากการคลานอย่างเดียว มาเป็นเดินได้เร็วไม่แพ้เด็กคนอื่นๆ แม้ว่าเขาจะเริ่มช้ากว่าอีกคนหนึ่ง

     ช่วงนี้เด็กจะชอบนั่งเล่นรื้อของ ใช้มือทั้งสองทำโน่นทำนี่ เมื่อเขาเมื่อย หรือเบื่อก็จะสามารถล้มตัว ลงนอนได้เอง และสามารถลุกขึ้นมานั่งได้เองอย่างรวดเร็ว เมื่อต้องการ เขาจะชอบที่จะปีนป่ายถ้ามีโอกาส ส่วนใหญ่จะเริ่มอยู่ในท่ายืนบ้าง แต่ก็จะยังไม่สามารถทรงตัวได้ดีนัก บางคนจะเกาะเดินไปรอบๆโซฟา ได้ไกลพอควร และส่วนใหญ่จะยังไม่สามารถเดินได้เอง เด็กจะพยายามฝึกฝนตนเอง ทำให้บางครั้ง คุณจะพบว่า ลูกดูเหมือนตื่นขึ้นมากลางดึก แต่แทนที่จะนอนเล่น กลับพบว่าเขาเกาะยืนขึ้นมาในเตียง และเรียนรู้ว่า การเขย่าขอบเตียงทำให้เกิดเสียง และจะสามารถ เรียกความสนใจจากคุณได้ โดยไม่ต้องร้องไห้ ลูกจะนอนหลับได้ยาวนานขึ้น ในตอนกลางคืน และจะมีเวลานอนกลางวันน้อยลง บางครั้งเมื่อง่วง เด็กจะมีอาการโยเยมากขึ้น ดิ้นไปมานานพอควรกว่าจะหลับได้ คุณควรให้เวลากับเขา ในช่วงที่เขาเริ่มง่วง การกล่อม การโอบกอด จะช่วยเอาเขาหลับได้ง่ายขึ้น

     ลูกจะชอบเล่น” ซ่อนหา” ซึ่งเป็นการต่อเนื่องมาจากการเล่น “จ๊ะเอ๋” โดยคราวนี้ เขาจะชอบเอาผ้ามาปิดหน้าเขา และคอยให้คนอื่นมาเปิด และทำท่าทักทายเขา ถ้าเขาเริ่มเอาผ้ามาปิดหน้าเขา แต่ไม่มีใครมาเปิดผ้าเล่นกับเขา เขาจะส่งเสียงเรียก ให้คุณมาหาเขา เช่นกัน บางครั้งแทนที่จะใช้ผ้าปิดหน้าเขา เขาจะใช้มือสองข้าง ปิดหน้าของเขาแทน ในคอนเซปต์ของเด็กในวัยนี้ก็คือว่า ถ้าเขามองไม่เห็นคุณ ก็เช่นกัน ที่คุณจะมองไม่เห็นเขา
     ลูกจะชอบที่จะอ่านหนังสือ หรือดูรูปภาพ โดยเฉพาะเมื่อคุณอ่านให้เขาฟัง แม้ว่าเขาจะยังไม่เข้าใจ ในทุกคำพูดของคุณ แต่เขาจะเริ่มเข้าใจ ในโทนเสียง และท่าทาง หรือภาพประกอบที่เขาได้เห็น ควรให้โอกาสเขาได้ “อ่าน” แต่ละหน้าหนังสือ ตามที่เขาต้องการ และไม่จำเป็นต้องพยายามอ่านให้จบเล่ม ในเวลาที่กำหนด ลูกจะพูดคำบางคำง่ายๆ ได้ เช่น บ้าย-บาย, บูม (เวลานั่งลงก้นกระแทกพื้น และทำหน้าตลก) และจะเข้าใจคำต่างๆ ที่คุณพูดกับเขาได้มากขึ้นอีก เมื่อคุณถามว่า “ แม่อยู่ไหน ?” เขาจะชี้ได้ , “คนไหนคุณตา ?” เขาก็จะชี้ได้ถูกต้อง


     การระวังเรื่องอุบัติเหตุต่างๆ ก็ยังต้องเข้มงวด ขอให้ผู้ใหญ่ช่วยกันดู ให้บริเวณที่เด็กอยู่นั้นปลอดภัยสำหรับเขา ประตูห้องน้ำควรจะปิด ให้เรียบร้อย เพราะเด็กจะชอบเข้าไปเล่น ในห้องน้ำ ซึ่งอาจจะมีอันตราย จากการจมน้ำ (แม้จะไม่ลึกเลย) หรือเอาน้ำยาล้างห้องน้ำมาเล่น, ของต่างๆที่วางเกะกะ อยู่ในห้องเช่น มีด ขวดยา ฯลฯ เด็กจะเอาไปเล่น ซึ่งอาจมีอันตรายได้

     แม้ว่าลูกอาจจะทำท่าชะงัก หรือหยุด เมื่อได้ยินคุณพูดว่า “อย่า” หรือ “ ไม่เอา” หรือแม้แต่ทำเสียงเลียนคุณว่า “ไม่” และอาจจะส่ายหน้าด้วย (ใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่า เขาจะรู้จัก คำว่า “ใช่” และรู้จักพยักหน้า) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะเข้าใจ และยอมหยุดการกระทำนั้นๆ เนื่องจากเด็กยังไม่สามารถควบคุมตนเอง (Self-control) ได้ดีนัก และยังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนก่อนที่เขาจะเริ่มควบคุมตนเองได้ในระดับหนึ่ง


     ดังนั้นความใจเย็นของคุณและความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกว่า การที่เขาไม่ฟังเรานั้น ไม่ใช่เพราะว่า เขาดื้อจะเอาชนะเรา แต่เป็นเพราะเขายังไม่สามารถควบคุมสิ่งเร้าที่เกิดขึ้น ทำให้เขาอยากทำสิ่งนั้นๆ ที่อยู่ต่อหน้า แม้ว่าคุณจะห้ามเขาแล้วก็ตาม จะช่วยให้คุณช่วยสอนเขา ให้รู้จักการควบคุมตนเองได้ดีขึ้น และมีความปลอดภัย เมื่อลูกอยู่ในเหตุการณ์ หรือภาวะที่อาจเกิดอันตรายได้ คุณจะต้องควบคุมอารมณ์ของคุณ และตัดสินใจทำการห้ามเขาให้ได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่ทำร้ายเขา (ด้วยการตี หรือดุเสียงดังจนลูกกลัว ร้องไห้จ้า) เช่น ลูกเล่นมีด ที่วางอยู่บนโต๊ะ ถ้าปล่อยให้เล่น ก็จะมีอันตรายคุณก็จำเป็นจะต้องจัดการ เอามีดออกจากมือของเขาให้ได้ หรือเด็กจะเล่นเตารีดที่ร้อน คุณก็ต้องมีวิธี ที่จะห้ามเขาให้ได้ และสอนให้เขารู้ว้า อาจจะมีอันตราย ถ้าเขายังขืนทำอีก ฯลฯ เป็นต้น


     ทางที่ดีควรหาทางป้องกัน ไม่ให้ลุกอยุ่ใกล้ของที่เป็นอันตราย หรือเก็บให้พ้นมือเด็กจะดีกว่า ในบางครั้งจะดูเหมือนลูก เป็นคนเอาแต่ใจตัว ถ้าเขาไม่ชอบให้อุ้ม เขาก็จะดิ้น ทำตัวอ่อนลื่นไหล หลุดจากอ้อมกอดของคุณได้โดยง่าย หรือถ้าเขาอยากจะได้อะไร ก็จะพยายามเอาจนได้ ทำให้ดูเหมือนดื้อ และจะร้อง (บางครั้งอาละวาด) ถ้าไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับคุณว่า จะมีการตอบสนองกับเขาอย่างไร ฉะนั้นคุณเองอาจต้องมามองว่า เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการร้องดิ้นมากนั้นเกิดจากอะไร และเราจะหาทางหลีกเลี่ยง หรือป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำบ่อยได้ไหม ถ้าพบว่า เป็นเพียงเพราะเขาหิว หรือกำลังง่วง เมื่อให้นม และให้เขานอนก็จะดีขึ้น

ขอบคุณผู้เขียน

พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์

อ่านต่อ »

พัฒนาการปกติ เดือนที่ 9

พัฒนาการปกติ เดือนที่ 9 “เตรียมความพร้อม”


     ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ลูกได้สะสมทักษะ เตรียมความพร้อมในการใช้มือ การใช้สายตา และการเข้าสังคม และตื่นเต้นกับสิ่งที่ดูเหมือนง่ายๆ สำหรับผู้ใหญ่ แต่เป็นก้าวที่สำคัญ สำหรับการพัฒนาการของเขาต่อไป ในเดือนนี้เขาจะใช้เวลา ในการฝึกฝนขั้นตอนการพัฒนาการต่างๆเหล่านี้ ให้ดียิ่งขึ้น และยังกระหายที่จะเรียนรู้ สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา


      ลูกจะลุกขึ้นมานั่งเองได้ จากท่านอนบนพื้น และจะสามารถช่วยตนเองให้ขึ้นมา อยู่ในท่ายืนได้ (เกาะยืน) โดยอาจจะต้องอาศัยโซฟา เป็นที่เกาะ และเด็กบางคนจะเริ่ม”ตั้งไข่” ทำท่าเหมือนจะเดินได้ หนึ่งหรือสองก้าว แต่ก็ยังไม่กล้าเดินต่อ หรืออาจจะลงนั่งอีก ลูกจะคลานได้เก่ง และจะมีโอกาส เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เช่น จะชอบขึ้นกระได แต่อาจจะพลัดตก หงายลงมาได้ หรือปีนป่ายโต๊ะ ดึงลิ้นชัก, ผ้าปูโต๊ะ จนหลุดออกมา หล่นใส่ตัวหรือเท้าได้ จึงควรล็อกลิ้นชัก และไม่ใช้ผ้าปูโต๊ะ ในบริเวณที่เด็กอยู่ประจำ แม้แต่ต้นไม้ที่ปลูกในกระถางในบ้าน ก็อาจถูกลูกเข้าไปรื้อ และโน้มให้หล่นทับตัวลูกได้

     ลูกจะสามารถใช้มือได้ ตามขนาดของสิ่งของ ที่เขากำลังจับเล่นอยู่ และเริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ของของต่างๆ เช่น จะสามารถเอาของชิ้นเล็ก ไปใส่ในของชิ้นใหญ่ (เล่นตระกร้าเก็บของ, เอาของชิ้นเล็กใส่ถ้วย ฯลฯ *** ต้องระวังถ้าของชิ้นเล็กมาก ลูกจะเอาใส่ปาก และเกิดอันตรายจากการสำลักได้) และจะสามารถ ต่อบล็อกชิ้นใหญ่ วางซ้อนกันได้ 2 ชั้น หรือเอาฝามาปิดปากถ้วยได้

     ลูกสามารถเข้าใจดีขึ้น ถึงคอนเซปต์ของคน และสิ่งของว่า จะยังคงอยู่ แม้ว่าเขาจะมองไม่เห็น จากการเล่นเกมเมื่อเดือนก่อนๆ ที่ช่วยทำให้เขาเรียนรู้ว่า เมื่อคุณออกไปจากห้อง แม้ว่าเขาจะไม่เห็นคุณ แต่ก็รู้ว่าอีกสักครู่ คุณก็จะกลับมาอยู่กับเขาแน่

     คุณพ่อคุณแม่หลายคน จะพยายามซื้อของเล่นที่พิเศษๆ ให้ลูก และพยายามสอนให้ลูก ได้เล่นอย่างถูกต้อง ตามชนิดของๆ เล่น แต่การพยายามด้วยความหวังดีของคุณนี้ อาจจะไปขัดขวาง การเรียนรู้ของเด็กในการหัดสังเกต และการฝึกฝนในการใช้มือ และสายตา ทางที่ดีแล้วควรให้โอกาสลูก ได้ลองเล่นอยากที่เขาอยากจะเล่นเอง แล้วเขาจะค่อยๆ เรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ได้เองทีหลัง โดยคุณไม่ต้องกังวล คอยแก้ให้เขาเล่น ให้ถูกต้องอย่างผู้ใหญ่ และแม้ว่า ลูกดูเหมือนจะเล่นเอง หรืออยู่คนเดียวได้ แต่เขาก็ยังจะมองหา หรือต้องการให้แน่ใจว่า มีคุณอยู่ใกล้ๆในห้อง

     อีกขั้นของการพัฒนาการ ที่คุณจะเริ่มฝึกให้ลูก ในอายุนี้ คือ การเลิกนมแม่ หรือนมขวด และเริ่มให้ดื่มจากถ้วยแทน แม้ว่าเขาจะยังไม่ยอมดื่มเองจากถ้วย โดยการเริ่มใช้ ”ถ้วยฝึกดื่ม” เลือกช่วงเวลาที่เขาไม่ค่อยสนใจดูดนมจากขวด เปลี่ยนมาให้เป็น “ถ้วยฝึกดื่ม” แทน โดยในช่วงแรกให้ฝึกดื่มน้ำก่อน และเปลี่ยนเป็นนม ในภายหลัง และอาจต้องใช้เวลาเป็นเดือน ก่อนที่ลูกจะยอมรับการดื่มจากถ้วย

      การพูดของลูกในตอนนี้ จะยังไม่เป็นคำ ที่ฟังมีความหมายนัก แต่เขาก็จะเริ่มมีการออกเสียงที่พอฟังได้ ถ้าเราจะเข้าใจเขา เช่น การเรียก “มะมะ” อาจหมายถึง “หม่ำ” อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เขาถึงจะสามารถออกเสียง เรียกคำที่มีความหมายที่ถูกต้องได้ แต่สิ่งสำคัญคือ ลูกจะเข้าใจ”ความหมาย” ในสิ่งที่คุณพูดกับเขา ได้มากขึ้น พยายามพูดกับลูกบ่อยๆ และเรียกคำศัพท์เฉพาะ สำหรับสิ่งของ และกริยาต่างๆ ที่คุณใช้อยู่เป็นประจำ เช่น “พ่อ” “แม่” “ตา” ยาย” “ส่งจูบ” “บ้าย บาย” ซึ่งลูกจะเข้าใจ และสามารถทำตามที่คุณบอกได้

     บางครั้งที่เขาเริ่มซน และถูกคุณดุ จะทำให้เขาตกใจ หรือบางทีแสดงท่าเสียใจ ซึ่งคุณควรระวัง อย่าให้มีการห้าม หรือต้องดุกัน บ่อยๆ เพราะจะทำให้เขาเกิดความกลัว ไม่กล้าที่จะลอง หรือทำอะไรนัก แต่เช่นกัน คุณก็ควรระวังเรื่องอันตราย ที่อาจเกิดขึ้นจากความไร้เดียงสาของเขา ในการลองทำสิ่งต่างๆ ดังนั้นการดูแลใกล้ชิด และคอยช่วยเหลือเขาบ้าง ในยามที่เขาต้องการ ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาส ให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ด้วยตนเอง จะเหมาะสมที่สุด
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณผู้เขียน
พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์


อ่านต่อ »

DHA และ ARA ในนมผสม ดีจริงหรือไม่??

DHA และ ARA ในนมผสม ดีจริงหรือไม่

สิ่งที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบกันคือ DHA และARAที่เติมในนมผงนั้นอยู่ในรูปของน้ำมัน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารชนิดใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

 
น้ำมันชนิดนี้สกัดออกมาจากสาหร่าย (algae) และเชื้อรา (fungus) ที่เพาะในห้องทดลอง กระบวนการสกัดน้ำมันนี้ใช้สาร hexane ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีพิษ

น้ำมันจากเชื้อราและสาหร่ายให้ DHA และ ARA ที่มีโครงสร้างแตกต่างจาก DHA และ ARA ที่พบตามธรรมชาติในน้ำนมแม่ ให้ชื่อน้ำมันชนิดใหม่ที่ผลิตจากโรงงานว่า DHASCO (DHA single cell oil) และ ARASCO (ARA single cell oil)

 น้ำมันนี้ผลิตโดย Martek Biosciences Corporation และใส่ลงในนมผงเลี้ยงทารกเป็น เครื่องมือทางการตลาดเพื่อให้พ่อแม่มั่นใจว่านมผสมนั้น “ ใกล้เคียงนมแม่มากกว่าแต่ก่อน”
 ยืนยันได้จากแผ่นประชาสัมพันธ์การลงทุนใน Martek เมื่อปี 1996 ดังต่อไปนี้

 “ถึงแม้ว่า (DHA/ ARA ) จะไม่มีประโยชน์ เราคิดว่ามันจะถูกใส่ลงไปในนมผสมอย่างแพร่หลาย เพื่อเป็นเครื่องมือทางการตลาด และทำให้บริษัทสามารถโฆษณานมผสมของเขาได้ ว่า ใกล้เคียงน้ำนมแม่มากที่สุด“

 ตั้งแต่มีการเติมน้ำมันทั้งสองชนิดนี้ (DHASCO ,ARASCO)ลงในนมผสม คุณแม่มือใหม่จำนวนมากมีแนวโน้มจะเชื่อว่า “ นมผสมก็ดีเท่าๆกับนมแม่” องค์กรต่างๆที่ทำงานเพื่อสนับสนุนนมแม่ทำงานด้วยความยากลำบากขึ้น เพราะโฆษณาจะอ้างว่านมผสมมีคุณสมบัติใกล้เคียงนมแม่มากขึ้น


ในอเมริกามีการสำรวจโดย Department of Health and Human Services พบว่า การโฆษณา DHA/ ARA ทำให้แรงสนับสนุนนมแม่อ่อนลงไป กล่าวคือ ในปี 2003 12% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นด้วยกับความเห็นที่ว่า “ นมผสมและนมแม่เป็นวิธีเลี้ยงทารกที่ดีเท่าๆกัน” แต่เมื่อถามคำถามเดียวกันในปี 2004 หลังจากมีการโหมโฆษณานมผสมที่เติม DHA /ARA พบว่ามีผู้เห็นด้วยเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัวเป็น 24%

เป็นที่ทราบกันทั่วไปอยู่แล้วว่า การให้นมแม่มีผลดีกว่านมผสมมากมาย ดังนั้นโฆษณาหรือฉลากข้างกระป๋องนมผสมที่อ้างความใกล้เคียงนมแม่ ทำให้เด็กๆได้รับนมแม่น้อยลง จึงมีผลต่อสุขภาพของเด็กๆและสาธารณสุข

--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ที่มา  http://cornucopia.org/DHA/DHA-Update-2010.pdf

อ่านต่อ »

พัฒนาการเด็กปกติ เดือนที่ 8

พัฒนาการปกติ เดือนที่ 8 “ขอไปเที่ยวด้วย”                                 


          ลูกจะเริ่มมีความสนใจสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น                                                            เพราะเขาเริ่มเรียนรู้ ถึงความตื่นเต้นที่ได้ลองสิ่งใหม่ๆ เขาเริ่มทำอะไรเองได้มากขึ้น และจะชอบ เมื่อมีคนเล่นด้วยเด็กจะยังไม่ทราบถึงอันตรายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น จากการกระทำของเขา เช่น การคว้าถ้วยกาแฟร้อน หรือ การจับมีดปอกผลไม้ ที่วางอยู่บนโต๊ะ ช่วงนี้คุณจึงต้องระวังเป็นพิเศษ และพยายามตรวจเช็คดูสภาพห้องและบริเวณที่เล่นของลูก ว่าเป็นที่ที่ปลอดภัย


                  ลูกจะคลานได้คล่อง และเริ่มพาตัวเองไปยังที่ ที่ต้องการจะไปได้โดยเร็ว             
  ควรต้องระวังเรื่องประตู เพราะจะเป็นที่ที่เด็กชอบมาก เนื่องจากเห็นการเคลื่อนไหวนอกห้อง ที่น่าตื่นเต้นสำหรับเขา จึงเกิดอุบัติเหตุ ประตูเปิดกระแทกเด็ก หรือประตูหนีบนิ้วมือได้บ่อยๆ หรือไม่ก็อาจจะออกมานอกห้อง และคลานตกบันไดได้ลูกจะชอบเอานิ้วเล็กๆ แหย่ตามร่อง รู ที่เห็นตามพื้น หรือกำแพง หรือแม้แต่ ปลั๊กไฟ เกิดอันตรายร้ายแรงได้ ลูกจะนั่ง และคลานไปมา ได้นานขึ้น เพราะกล้ามเนื้อแขนขา และหลัง แข็งแรงขึ้น และเริ่มเกาะยืน (ชอบให้คุณอุ้มเขายืนบนตัก หรือโต๊ะ) คุณควรให้โอกาสเขาได้นั่ง และคลานเล่น บนพื้น จะดีกว่าการอุ้มตลอดเวลา หรือจับใส่ไว้ในเก้าอี้หัดเดิน (walker) เพราะเก้าอี้หัดเดิน ไม่ได้ให้เด็กได้มีโอกาสฝึกฝนการทรงตัว (balancing ) อย่างธรรมชาติ

                 เด็กจะเรียนรู้ จากการได้ลองทำการยืนด้วยตนเอง และเขาจะต้อง ลองแล้วลองอีก (trail and error) อีกหลายครั้ง กว่าจะรู้วิธีการ ที่จะขึ้นมาจากท่านั่ง เป็นเกาะยืน และเริ่มตั้งไข่ ซึ่งจะเป็นการเตรียมพร้อม ในการเดินในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เด็กจะเรียนรู้ว่า พื้นหรือเครื่องเรือนแบบไหน ที่จะรองรับน้ำหนักเขาได้ (ช่วงนี้จะพบว่าเด็กมีโอกาสตกโต๊ะ หรือเก้าอี้ได้บ่อยๆ จากการพยายามปีนของเขานั่นเอง) คุณสามารถช่วยลูกหัดหย่อนก้นลงนั่ง จากท่ายืนโดยการก้มตัวลง (งอส่วนลำตัวด้านบนกับสะโพก) โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย และวางน้ำหนัก ไปทางก้น เพื่อที่จะได้นั่งลงได้ โดยไม่หงายหลัง หรือเจ็บตัว

                  ควรให้ลูกได้มีโอกาสฝึกฝนเองให้มาก เพื่อเขาจะได้เรียนรู้ และมีความมั่นใจ                   ในการก้าวต่อไป จะดีกว่าการปกป้องคอยอุ้มเขา กลัวเขาล้ม เพราะอาจทำให้เด็กไม่กล้า ที่จะลองทำการลุกนั่งเองให้ได้ลูกจะชอบรื้อของ โดยเฉพาะของที่อยู่ในตู้ อาจเป็นตู้เสื้อผ้า หรือตู้ในห้องครัว และตู้ในห้องน้ำ ที่ใช้เก็บสารเคมีต่างๆ เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ, น้ำยาล้างจาน,น้ำหอม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีอันตรายมาก ถ้าเด็กทานเข้าไป หรือหกราดเข้าตา คุณจึงควรจะเก็บของเหล่านี้ ให้มิดชิด และใช้กุญแจล็อก ให้แข็งแรง ป้องกันไม่ให้ลูกเปิดได้ ในบางบ้านที่ระมัดระวังมาก จะไม่ใช้พวกน้ำยาล้างห้องน้ำที่แรงเลย เพราะแม้แต่สารตกค้าง ที่อยู่บนพื้นห้องน้ำ ฯลฯ ก็อาจทำอันตรายแก่ลูกได้ แม้แต่ถังขยะเล็กๆ ในห้องของคุณ ก็อาจเหมือนขุมทรัพย์ ที่น่าตื่นเต้นของเด็ก ที่จะเข้ามารื้อค้น ซึ่งถ้ามีสารพิษ หรือ เศษของมีคม ฯลฯ อยู่ ก็จะมีอันตรายได้ จึงควรมีการนำสิ่งเหล่านี้ ไปทิ้งในที่ที่พ้นมือเด็ก ข้างนอกบ้าน จะปลอดภัยกว่า

             ตาของลูกจะสามารถมองเห็น ในรายละเอียดต่างๆ ได้ดีขึ้น และจะเป็นคนช่างสังเกต        เขาจะสามารถ เอานิ้วชี้ไปยังสิ่งที่ต้องการ เพื่อบอกเราได้ และจะคอยสังเกตเห็นสิ่งของใหม่ๆ ที่อยู่ในห้อง (หรือในบ้าน) ได้เสมอ

       เรื่องการทานอาหาร ก็จะยังไม่ค่อยแน่นอน บางวันบางมื้อ อาจจะทานได้ดี บางมื้ออาจจะไม่ค่อยยอมทานเลย แล้วแต่ว่า อารมณ์และความสนใจของเขา จะอยู่ที่ไหน จึงควรปล่อยตามสบาย ไม่พยายามยัดเยียดให้ลูกต้องทานให้หมด ตามที่คุณแม่ต้องการ แต่ควรเป็นไป ตามที่เด็กต้องการ เพราะจะเกิดการต่อต้านขึ้นได้ง่ายและในที่สุด จะกลายเป็นเด็กทานยากขึ้น

       เรื่องการนอน ก็อาจจะยังไม่ค่อยลงตัว แต่ก็ยังต้องการ การนอนกลางวันอยู่ บางครั้งลูกอาจจะไม่ยอมนอน และพยายามเล่น จนเหนื่อย หรือเพลีย แล้วหลับไปได้นานกว่าธรรมดา ซึ่งเด็กบางคนในช่วงที่เริ่มเหนื่อย หรือง่วง จะค่อนข้างหงุดหงิด และจะต้องการให้คุณอุ้ม หรือกล่อมเขาจนได้ที่ ก่อนที่จะยอมหลับไปการพัฒนาด้านภาษา ก็ได้มีการวางรากฐานไว้ ตั้งแต่ช่วงลูกยังเล็กๆ นานก่อนที่ลูกจะพูดได้คำแรก คุณควรพยายามพูดคุยกับลูกเสมอๆ โดยการทำสีหน้า และโทนเสียงสูงเสียงต่ำต่างกันไป ในช่วงนี้ลูกจะสามารถแสดงสีหน้า และแววตา ว่าเขากำลังฟังคุณอยู่ บางครั้งเขาจะพยายามทำเสียงเลียนเสียงของคุณ เพื่อเป็นการโต้ตอบกัน

        คุณพ่อคุณแม่หลายคนในช่วงตอนนี้ อาจจะผ่อนภาระการเลี้ยงดูลูก ให้แก่พี่เลี้ยง หรือคุณตาคุณยายมากขึ้น เนื่องจากต้องไปทำงาน หรือมีเวลาน้อย แต่ก็ยังอยากให้คุณ จัดเวลาให้แก่ลูก เพื่อจะได้เล่น และดูเขาเติบโต อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากความใกล้ชิดที่คุณจะมีกับลูกนั้น ยังเป็นสิ่งที่สำคัญ สำหรับตัวเขา และการเป็น “พ่อแม่” ของคุณในแต่ละช่วงของชีวิตลูก ก็จะผ่านเลยไป ไม่สามารถหวนคืนมาได้อีก จะมีก็แต่ความประทับใจ และความทรงจำในความรู้สึกต่างๆ ที่คุณมีให้แก่ลูก ที่จะยังคงอยู่ ซึ่งทางฝรั่งจะมีการพูดว่า “ Your child can be a child only once” ฉะนั้นขอให้คุณแบ่งเวลาของคุณ ให้เหมาะสมด้วย

อ่านต่อ »

เด็กก้าวร้าว อาละวาด

เด็กก้าวร้าว อาละวาด


เมื่อไรถึงเรียกว่า ก้างร้าว อาละวาด

                เด็กแต่ละคนมีการตอบสนองแสดงพฤติกรรม และอารมณ์แตกต่างกัน เมื่อไรเด็กแสดงพฤติกรรมอารมณ์ที่ ทำร้ายผู้อื่น   ทำลายข้าวของ   หรือ ทำร้ายตนเอง ทั้งการแสดงวาจา หรือท่าทางซึ่งมีผลต่อร่างกาย ทรัพย์สิน ละจิตใจถือว่าเป็นการก้าวร้าว อาละวาด เช่น เด็กขว้างปาของ เจ้าอารมณ์ ทำร้ายสัตว์ ชดต่อยกับเพื่อน

 ก้าวร้าว อาละวาดตามวัย

            ก้าวร้าว อาละวาดแบบนี้เกิดในเด็กเล็กวัย 2-5 ปี ยังเป็นวัยที่พัฒนาการทางอารมณ์ สังคมจะยึดตนเองเป็นหลัก ขาดการควบคุมอารมณ์ตนเอง หรือเด็กบางคนมีพื้นเพทางอารมณ์ที่เด็กเลี้ยงยาก ปรับตัวยาก จึงเกิดความขับข้องใจและแสดงออกโดยการอาละวาดได้บ่อย เช่น เด็ก 2 ขวบแย่งของเล่นจากเด็กคนอื่น เด็ก 3 ขวบลงไปนอนอกับพื้นร้องเสียงดัง เพื่อจะได้เล่น ถึงแม้จะเป็นก้าวร้าวตามวัย พ่อแม่ควรที่จะช่วยเหลือปรับพฤติกรรมและอารมณ์ของเด็ก



ก้าวร้าว อาละวาดเพราะภาวะทางสมองและชีวภาพ

          ก้าวร้าวแบบนี้มีสาเหตุมาจากความบกพร่องทางชีวภาพ ร่างกาย เมื่อมีความผิดปกติที่รบกวนสมองส่วนที่ควบคุมพฤติกรรม และอารมณ์ ก็จะทำให้เกิดความก้าวร้าว ดังเช่น

                -บกพร่องสารเคมีในสมอง เช่น โรคสมาธิสั้น

            -ความไม่สมบูรณ์ของสมอง เช่น โรคออติสติก บกพร่องทางสติปัญญา สมองพิการ ลมชัก

            -สมองถูกกระทบกระเทือน เช่น หลังเป็นไข้สมองอักเสบ

            -ยากระตุ้นสมอง เช่น ยาบ้า

ลักษณะของความก้าวร้าวในกลุ่มนี้จะเป็นได้ทั้งเริ่มเป็น หรือเป็นมานาน แต่จะสังเกตุว่าพฤติกรรมก้าวร้าวจะรุนแรงไม่สมเหตุต่อสิ่งกระตุ้น



ก้าวร้าว อาละวาดจากสภาวะจิตใจ

          เด็กและวัยรุ่น ที่เครียด กังวลใจ ซึมเศร้าหรือมีความคับข้องใจทางอารมณ์ ขาดความสุขด้วยวุฒิภาวะที่ยังเป็นเด็กอยู่ จึงระบายความรู้สึกโดย ก้าวร้าว อาละวาด ต่อต้าน ไม่สุภาพ โดยมากเด็กจากสาเหตุนี้จะมีอาการทางอารมณ์อื่นร่วมด้วย เช่น สีหน้าไม่มีความสุข ปรับตัวยากกับเพื่อน ฯลฯ



ก้าวร้าว อาละวาดจากการเลี้ยงดู

          เด็กที่พ่อแม่เลี้ยงดูตามใจ ขาดกฎเกณฑ์ วินัย ขาดการสอนหรือสื่อความหมาย เมื่อทำความผิดถูกลงโทษหรือเห็นตัวอย่างแก้ปัญหาที่รุนแรงทั้งกายและใจ ถูกยั่วยุอารมณ์บ่อยๆจะทำให้เกิดความก้าวร้าว การเลี้ยงดูจึงมีบทบาทสำคัญมากต่อการป้องกันและการแก้ไขพฤติกรรมที่ก้าวร้าว ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม



ก้าวร้าวจากสภาวะแวดล้อม

          จากการศึกษาพบว่า เด็กที่ดูโทรทัศน์นานเกิน 2 ชั่วโมงต่อวันจะหงุดหงิด ก้าวร้าว ส่วนเด็กที่เห็นภาพรุนแรงทั้งจากชีวิตจริง หรือตามสื่อต่างๆหรทอเกมส์คอมพิวเตอร์จะซึมซับความรุนแรง เสียนแบบเห็นเป็นเรื่องปกติ และแสดงออกด้วยความก้าวร้าวได้



พ่อแม่ช่วยเหลือเด็กก้าวร้าวได้อย่างไร


1.      ควบคุมอารมณ์อย่าก้าวร้าวตอบ ถือเสียว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้สอนลูก

2.      ถ้าทำร้ายตนเอง ผู้อื่นหรือข้าวของให้หยุดพฤติกรรมก้าวร้าวด้วยความสงบ หนักแน่น เอาจริงเช่น จับมือเด็กไม่ให้ปาของ หรือตีคนอื่น

3.      ถ้าอาละวาดให้หยุดความสนใจ จนกว่าเด็กสงบ พร้อมสื่อให้เด็กรุว่าพ่อแม่จะเข้ามาหา เมื่อเขาสงบแล้ว

4.      ถ้ารบกวนผู้อื่นให้แยกออกมาอยู่ในมุมสงบ (Time Out) ( 1 นาท ต่อ อายุ 1 ปี ) พร้อมสื่อให้เด็กเข้าใจว่าการรบกวนผู้อื่นเป็นสิ่งไม่สมควร แต่เด็กจะกลับเข้าร่วมกิจกรรมใหม่ได้ เมื่อสงบไม่รบกวนผู้อื่น

5.      พ่อแม่ต้องร่วมแก้ไขด้วยวิธีเดียวกัน ไม่ขัดแย้ง

6.      เมื่อเด็กสงบ รับฟังความรู้สึก ช่วยให้เด็กหาวิธีการที่เหมาะสมในการแสดงออก

7.      การสอนให้บอกถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไม่ใช่ตำหนิตัวเด็ก เช่น “แม่รักหนูแต่ไม่ชอบการตีคนอื่น”

8.      ช่วงปกติหมั่นฝึกวินัย ความรับผิดชอบ ร่วมทำกิจกรรมกับลูกหาโอกาสชื่นชมความสามารถ

------------------------------------------------------------------------------------------------------
ที่มา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

อ่านต่อ »

เด็กสมาธิสั้น คืออะไร?

อาการสมาธิสั้น โดย ดร.ฮาลโลเวล 


  ADHD คืออะไร? 

ADHD มาจาก Attention Deficit Hyperactivity Disorder หรือแค่ ADD ซึ่งมาจาก Attention Deficit Disorder เป็นศัพท์ทางการแพทย์ซึ่งไม่น่ากลัวอะไร เพราะถ้าคุณจัดการมันได้ดี ADHD หรือ ADD หรืออาการสมาธิสั้น จะเป็นเหมือนเพื่อนคุณและคุณสมบัติที่น่าสนใจของคุณ

ADD หรือ ADHD หรือบางครั้งใช้ AD/HD ไม่ว่าชื่อไหนก็แล้วแต่ เป็นอาการที่พบทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ในเรื่องการขาดสมาธิ, ความหุนหันพลันแล่น, และความกระสับกระส่ายหรืออยู่นิ่งไม่ได้ สำหรับผมไม่ควรใช้คำว่า ADHD เพราะผมคิดว่าภาวะแบบนี้ไม่ใช่ความพิการ หรือ การขาดความตั้งใจ ผมมองสมาธิสั้นว่าเป็นลักษณะนิสัยเฉพาะอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ความผิดปกติ หากมีการจัดการที่ดี จะสามารถกลายเป็นคุณสมบัติเด่นของคนๆ หนึ่งได้ ผมก็เป็นสมาธิสั้นและเขียนหนังสือกับ Catherine Corman เกี่ยวกับคนที่ประสบความสำเร็จมากมายที่เป็นคนสมาธิสั้นเหมือนกัน ทำให้ผมรู้ดีว่ากำลังพูดถึงอะไร

สำหรับผมชอบที่จะอธิบายว่า สมาธิสั้น คือการมีสมองเหมือนรถแข่งแต่มีเบรกแบบที่ใช้กับจักรยาน (having ADD is like having a powerful race car for a brain, but with bicycle brakes) การพยายามจัดการกับอาการเหล่านี้คือการทำให้เบรกของคุณใช้งานได้ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น แล้วคุณก็จะชนะทุกสนามแข่งในชีวิตคุณ

การทำงานของผมในฐานะนักจิตวิทยาคนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือคนสมาธิสั้น ผมไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นหมอกำลังช่วยคนที่ผิดปกติ แต่เป็นหมอที่ช่วยคนทั้งผู้ใหญ่ ทั้งเด็ก ที่มีอาการนี้เหมือนผม ให้สามารถค้นหา พัฒนา และสร้างสรรค์ พรสวรรค์ที่เค้ามีอยู่ นั่นทำให้ผมรักงานที่ผมทำ

ความแตกต่างของ ADD และ ADHD คืออะไร 

คำตอบนี้ง่ายๆ ADHD จะพบอาการกระสับกระส่ายทางร่างกายมากเกินไป หรือ อาการอยู่ไม่ค่อยนิ่ง นั่นเป็นส่วนที่อธิบายตัว H แต่สำหรับ ADD อาการอยู่ไม่นิ่งจะหายไป (ในบางตำราก็จัดว่าเป็นประเภทย่อยของ ADHD คือ inattentive subtype) เราจะพบว่าคนที่เป็น ADD จะดูสงบ นิ่งๆ ใจเย็น ไม่ดูวุ่นวายเหมือนคนที่มีอาการแบบ ADHD อาการแบบนี้มักพบในเด็กผู้หญิงและผู้หญิงมากกว่า หรืออาจพบในเด็กผู้ชายหรือผู้ชายที่โตแล้วด้วย และเรามักจะไม่ค่อยรู้ว่าคนๆ นี้ก็เป็นคนสมาธิสั้นได้เหมือนกัน เพราะไม่เห็นอาการหลุกหลิกอยู่ไม่นิ่ง ทำให้คนมองเด็กหรือผู้ใหญ่เหล่านี้ว่าอาจเป็นแค่คนที่ขี้อาย สงบเสงี่ยม หรือเฉื่อยๆ ช้าๆ แต่จริงๆ แล้วในหัวพวกเค้าก็เหมือนเครื่องไดนาโมดีดีนี่เอง

คุณสมบัติในด้านที่ดี จากการเป็นคนสมาธิสั้น คืออะไรบ้าง 

    คนสมาธิสั้นโดยมากจะมีความคิดสร้างสรรค์, มีลางสังหรณ์ที่ดี, ชอบทำอะไรแหวกแนวไม่เหมือนใคร, และมีพลังบวกเยอะ พวกเค้ายังชอบคิดอะไรนอกกรอบเดิมๆ หรืออาจเด็ดเดี่ยวจนถึงขั้นดื้อ และโดยปกติจะเป็นคนอ่อนไหวง่ายแต่ก็จะไม่ถึงกับอ่อนแอด้วยความเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย พวกเค้าใจกว้าง ใจดี มักจะมีพรสวรรค์พิเศษในบางอย่าง มีประกายในดวงตา มีอารมณ์ขัน และมีความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น ถ้าหากได้รับแนวทางที่ดี คนเหล่านี้จะมีความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตได้


คุณสมบัติด้านลบ ของคนสมาธิสั้นมีอะไรบ้าง 

     คนเหล่านี้มีปัญหาในการตั้งสมาธิและจดจ่อกับอะไรนานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสิ่งที่ตัวเองไม่ค่อยสนใจ หรือในทางกลับกันก็สามารถจดจ่อมากเกินไปในบางครั้ง บางทีพวกเค้าก็อาจจะหุนหันพลันแล่นหรือมีอาการอยู่ไม่นิ่งซึ่งอาจจะสร้างปัญหาได้ พวกเค้าจะมีปัญหาในการจัดการและการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำ หรือการจัดการเวลา หรือแม้กระทั่งทำงานแต่ละอย่างให้เสร็จ เค้าอาจจะไม่ตระหนักถึงผลกระทบที่เค้ามีต่อคนรอบข้างซึ่งทำให้เวลาเข้าสังคมอาจดูเป็นคนแปลกๆ หรือทำอะไรไม่เหมาะสม อีกเรื่องคือเค้าอาจลืมนู่นนี่ได้ง่าย หรือดูเป็นคนไม่ค่อยสม่ำเสมอเวลาทำอะไร และอาจจะมาสายบ่อยๆ พวกเค้ามีปัญหาในการวางแผนหรือศัพท์ทางจิตแพทย์เรียกว่า “ความสามารถในการบริหาร” (executive functioning) ข่าวดีคือการหาทางรักษาจะช่วยแก้ไขอาการเหล่านี้หรือข้อเสียเหล่านี้ให้ดีขึ้น และข้อดีของเค้าก็จะค่อยๆ เข้ามาเติมเต็ม

 แล้วควรจะรักษาอย่างไรบ้าง? 

    สำหรับผมการรักษาควรเริ่มจากการให้การศึกษา คุณต้องเรียนรู้ว่าอาการสมาธิสั้นคืออะไร และไม่เกี่ยวกับอะไร คุณต้องรู้จักการเป็นคนสมาธิสั้นให้ดีพอและยอมรับมันได้ และตระหนักว่าอาการต่างๆ เหล่านี้อาจจะมีผลทำให้คุณหยุดอยู่กับที่ และขณะเดียวกันก็ให้รู้ว่าการช่วยเหลือที่เหมาะสม จะทำให้คุณก้าวไปจนถึงฝันหรือเป้าหมายที่คุณตั้งไว้ได้ คุณต้องเข้าใจด้วยว่าการเป็นคนสมาธิสั้นก็มีข้อดีและค้นหาว่าส่วนดีดีที่เกิดขึ้นกับชีวิตคุณคืออะไร

เมื่อคุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเป็นคนสมาธิสั้นมากพอ – ทั้งข้อดีข้อเสีย – คุณก็เริ่มการเปลี่ยนแปลงได้จากแนวทางที่เหมาะสม เช่น หาผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจเรื่องสมาธิสั้นเป็นอย่างดี และใช้แนวทางรักษาซึ่งต่อยอดคุณสมบัติดีๆ ที่คุณมีอยู่แล้ว มองการรักษาเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งที่สร้างปัญหาให้กับชีวิตคุณ โดยปกติคุณต้องหาผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยแนะนำให้คุณจัดการสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น ต้องเข้านอนตรงเวลา และหาเวลาออกกำลังกาย การรักษาอาจเกี่ยวข้องกับการกินโดยดูเรื่องสารอาหารที่จำเป็น หรือคุณอาจจะต้องลองเปลี่ยนงานหรือโรงเรียนเพื่อให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นในการจัดการกับอาการสมาธิสั้น และที่สำคัญการหาทางจัดระเบียบให้กับหลายๆ เรื่องในชีวิตก็จะส่งผลที่ดีมากๆ ตามมาด้วย เช่น จัดระบบเอกสารให้ดีขึ้น, วางแนวทางจัดการสิ่งต่างๆ ให้เหมาะสมขึ้น, หรือ ปรับตารางงานและชีวิตในแต่ละวันใหม่  

อีกอย่างคือคุณอาจจะต้องเล่าเรื่องของครอบครัวให้ผู้เชี่ยวชาญฟัง เช่นถ้าคุณยังอายุไม่มาก การพาครอบครัวมาฟังคำแนะนำด้วยก็จะช่วยได้มาก หรือถ้าเป็นผู้ใหญ่และมีคู่รักมาร่วมการบำบัดกับผู้เชี่ยวชาญก็สำคัญมากเช่นกัน นอกจากการเรียนรู้ว่ามันคืออะไร การโค้ชชิ่ง และการบำบัด คุณยังควรมีแผนที่จะพัฒนาจากจุดแข็งและความสนใจของคุณ อาจจะใช้เวลาแต่ก็เป็นหัวใจสำคัญ เพราะชีวิตคนเราจะดีขึ้นได้ไม่ใช่จากข้ออ่อนที่เราแก้ไข แต่จากการพัฒนาจุดเด่นหรือพรสวรรค์ที่เรามีอยู่ แน่นอนการแก้ไขจุดอ่อนก็จะช่วยให้คุณสามารถพัฒนาข้อเด่นขึ้นมาได้เช่นกัน ฉะนั้นทั้งสองอย่างก็ต้องไปพร้อมๆ กัน

 การใช้ยาจะช่วยได้หรือไม่?

    ถ้าได้ยาที่ใช้ได้ดีกับคุณ ยาพวกนี้จะช่วยได้มากและปลอดภัยเหมือนคุณได้ใส่แว่นตา การใช้ยาช่วยทำให้คุณประหยัดเวลาในการรักษาถึง 80% คุณควรพบแพทย์ที่สามารถอธิบายผลที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาอย่างชัดเจน คนจำนวนมากไม่รู้ว่าการใช้ยาก็ปลอดภัยและมีประสิทธิผลดีหากใช้อย่างเหมาะสม ดังนั้นต้องหาแพทย์ที่มีประสบการณ์จริงเรื่องนี้และช่วยแนะนำคุณได้ ยาช่วยกระตุ้นสำหรับคนสมาธิสั้นมีหลายตัว เช่น Ritalin, Concerta, Adderall, Vyvanse, Focalin, หรือตัวอื่นๆ อีก หากใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ก็จะช่วยคุณได้มากจริงๆ

  การรักษาทางเลือกสำหรับอาการสมาธิสั้น เป็นอย่างไรบ้าง? 

     เรายังต้องเรียนรู้อีกเยอะ แต่สิ่งสำคัญคือไม่ว่าวิธีการไหนที่คุณจะลองต้องปลอดภัย และควรเป็นวิธีการที่ให้ผลที่ดีกับผู้มารับการรักษาจำนวนหนึ่งแล้ว วิธีรักษาทางเลือกที่ผมมีประสบการณ์ในทางที่ดี ก็เช่น LENs เป็นวิธีการเกี่ยวกับ biofeedback วิธีหนึ่ง, Learning Breakthrough เป็นกระบวนการกระตุ้นสมองส่วน cerebellar ด้วยการออกกำลังกาย, Cogmed การใช้เกมส์คอมพิวเตอร์ในการปรับปรุงสมองเกี่ยวกับความจำ, วิธี Sensory Solutions ของผมเป็นการตรวจสอบและกระตุ้นประสาทในส่วนรับความรู้สึกด้วยอุปกรณ์ iPod และหูฟัง, Reading plus การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการพัฒนาทักษะการอ่านและความเข้าใจ หรือวิธีการอื่นๆ ที่ดูเรื่องสารอาหารจากการกิน

Q: สำหรับคุณอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในโปรแกรมการรักษา 

A: การใช้แนวคิดเชิงบวกคือสิ่งที่สำคัญที่สุด และแน่นอนคุณต้องหาผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และเป็นที่รู้จัก แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่คุณชอบด้วย เป็นคนที่คุณรู้สึกว่าเข้าใจคุณหรือลูกของคุณ คนที่คุณกล้าที่จะเปิดใจและเล่าเรื่องต่างๆ ได้อย่างสะดวกใจ การรักษาอาการสมาธิสั้นต้องใช้เวลา โดยมากใช้เวลาหลายปีดังนั้นต้องมั่นใจว่าคุณได้คนที่คุณเชื่อใจ คนที่ใส่ใจคุณและคนในครอบครัว และที่สำคัญคือคนที่มองเห็นเส้นทางไปสู่ความฝันของคุณหรือของลูกคุณได้อย่างชัดเจน

Q: ดร.ฮาโลเวล ประสบการณ์ของคุณในการทำงานเรื่องสมาธิสั้น (ADHD/ADD) คืออะไร 

A: ผมเป็นคนหนึ่งที่มีปัญหาในเรื่องสมาธิสั้น (ADD) และ dyslexia (ปัญหาของสมองที่สัมพันธ์กับการอ่าน) ร่วมด้วย ปัญหาเรื่องการอ่านของผมได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ตอนอยู่โรงเรียนแต่ผมไม่รู้ว่าตัวเองมีอาการสมาธิสั้นจนกระทั่งจบมหาวิทยาลัย (ผมจบจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ด้วยเกียรตินิยมภาควิชาภาษาอังกฤษ, ในขณะที่ก็เรียนเตรียมแพทย์ไปด้วย ผมไม่ได้อยากโอ้อวด เพียงต้องการให้เห็นว่าสมาธิสั้นไม่จำเป็นต้องรั้งเราจากการตามความฝันเสมอไป), จบวิทยาลัยแพทย์ (จาก Tulane เป็นที่ที่ผมรัก ส่วนหนึ่งเพราะอยู่ที่ New Orleans และได้พบกับคนที่น่าสนใจมากมายในวิทยาลัยแพทย์), และจบการเป็นแพทย์ฝึกหัดด้านจิตวิทยาที่ Mass. Mental Health Center ของ Harvard, ที่นั่นผมโชคดีที่ได้เจอกับครูฝึกที่เข้าใจหัวจิตหัวใจของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง หลังจากการเป็นแพทย์ฝึกหัด ในระหว่างที่ผมกำลังรับทุนด้านจิตวิทยาเด็ก ผมเรียนรู้เกี่ยวกับอาการสมาธิสั้นแล้วจึงรู้ว่าผมเองก็มีอาการแบบนี้ ตอนนั้นผมอายุตั้ง 31 ปีแล้ว เป็นจังหวะการ A-HA !! ที่น่าสนใจจริงๆ   

ตอนนี้ผมอายุ 62 ปีแล้ว ก็ทำงานด้านการรักษาคนสมาธิสั้นและคนที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ มาแล้วกว่า 30 ปี ผมเขียนหนังสือและเป็นผู้ร่วมเขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มในเรื่องนี้ ผมยังมีคลินิกช่วยบำบัดส่วนตัวที่บอสตันและนิวยอร์ค ผมได้เจอกับผู้รับการรักษาจากทุกช่วงอายุ ไม่ว่าเป็นคู่รัก, ครอบครัว, และกลุ่ม staff ของผมมีความสนใจตรงกันเกี่ยวกับสมาธิสั้นและบุคคลแสนพิเศษที่มีอาการเหล่านี้

Q: แนวทางในการรักษาอาการสมาธิสั้นของคุณมีความแตกต่างจากแนวทางอื่นๆ อย่างไร 

A: ที่ศูนย์ของผม เราไม่ได้มองคนสมาธิสั้นว่ามีความพิการหรือความพกพร่อง แต่มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของอุปนิสัยของคนคนหนึ่ง มีลักษณะเฉพาะทั้งที่ดีและไม่ดี งานของเราคือการส่งเสริมคุณลักษณะที่ดีในขณะเดียวกันก็จำกัดความเสียหายที่จะเกิดจากด้านที่ไม่ดีให้น้อยลง แนวทางทางการแพทย์โดยทั่วไปมองอาการสมาธิสั้นว่าเป็นความผิดปกติ ซึ่งการมองข้ามด้านดีๆ ทำให้แนวทางรักษาก่อให้เกิดความผิดปกติใหม่ๆ ที่ร้ายแรงกับคนๆ นั้น เช่น ความอับอาย, ความกลัว, การสูญเสียความหวัง, สูญเสียความนับถือตัวเอง, หรือกระทั่งฝันสลาย

---------------------------------------------------------------------------------------------------------
ที่มา http://www.drhallowell.com/add-adhd/top10questions/

ดร.ฮาลโลเวล 


อ่านต่อ »

พัฒนาการปกติ เดือนที่ 7

พัฒนาการปกติ  เดือนที่ 7    “ สำรวจโลกใกล้ตัว”


     จากช่วง 6 เดือนแรก ที่ดูเหมือนจะเพิ่งผ่านไป และดูเหมือนลูกจะเพิ่งทำอะไร ได้ไม่เท่าไร พฤติกรรมของลูกกำลังจะเปลี่ยนไปอีก เขาจะเริ่มมีบทบาท และแสดงออกมากขึ้น ในตอนนี้ลูกจะนั่งเองได้นานขึ้น และกำลังฝึก ที่จะทรงตัวลุกขึ้น ขึ้นมานั่งเองโดยใช้มือยัน และต่อมา จะนั่งได้ดีพร้อมกับการใช้มือทำสิ่งต่างๆ โดยไม่ต้องคอยเอามือยันตัวอีกต่อไป

     เมืออายุครบ 7 เดือนเต็ม เด็กบางคน จะเริ่มคลาน หรือคืบไปมาได้ดีขึ้น ช่วงนี้จะมีอุบัติเหตุตกเตียง ตกเก้าอี้ได้ ถ้าคุณไม่ได้ระมัดระวังพอ เด็กแต่ละคน อาจมีท่าทางในการคลานหรือคืบต่างกัน แล้วแต่ความถนัด และในบางราย อาจจะชอบให้คนอุ้มมากกว่า และเลือกที่จะไปเกาะยืน และเริ่มหัดเกาะเดิน ในช่วงที่โตกว่านี้

     ลูกควรได้รับโอกาสให้ได้สำรวจสิ่งต่างๆ และได้เรียนรู้โดยตนเองบ้าง เด็กอาจจะดูพะวักพะวงว่า เขาอยากจะออกนอกห้อง ไปดูสิ่งอื่นๆ ที่น่าตื่นเต้น หรือควรจะคอยดูคุณแม่ ที่อยู่ในห้องดี ถ้ามีเสียง หรือการเคลื่อนไหวที่น่าตื่นเต้นมาล่อ เขาก็จะพยายามไปยังที่นั้นๆ แต่พอนึกขึ้นได้ ก็จะรีบหันกลับมาหาคุณแม่อีก เพื่อที่จะให้แน่ใจว่า คุณยังอยู่ ไม่ได้หนีหายไปไหน (Separation anxiety) ตอนนี้ ถ้าคุณจะเดินไปมาในบ้าน ในขณะที่เขาอยู่ใกล้ๆ ควรพยายามส่งเสียง ให้เขารู้ว่าคุณยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน เพราะเขาจะคอยเช็คคุณอยู่บ่อยๆ จะได้สบายใจ

     ลูกจะเริ่มใช้มือได้ดีขึ้น จะเริ่มเล่น “จับปูดำ ขยำปูนา” และ “ นอย น้อย นอย” ได้ หรือเมื่อคุณทำท่าขอของจากเขา โดยการแบมือขอ เขาจะมอง และทำท่าให้ของแก่คุณ แต่ไม่ยอมปล่อยของออกจากมือ และดึงของกลับคืนไปจากคุณ คุณจะเริ่มรู้ว่า ลูกถนัดมือซ้ายหรือขวา ในช่วงอายุต่อจากนี้ พบว่า เด็กประมาณ 4 ใน 5 คน จะชอบใช้มือขวา ( 80% ถนัดขวา) เขาจะชอบใช้มือหยิบของ และส่งผ่านไปยังอีกมือหนึ่ง (transfer) กลับไป กลับมา เขาจะสาละวน กับการเคาะของ, ทุบ, เขย่า, ตี, บีบ, โยน, กลิ้ง ฯลฯ ของที่อยู่ในมือ เพื่อสังเกตดูปฏิกิริยาของสิ่งต่างๆ

     ลูกจะยังชอบเล่นเสียงต่างๆ ยกเว้นแต่ ตอนที่กำลังหมกมุ่นทำอะไรเองจนเพลินไป ก็จะเงียบไปชั่วครู่ คุณจะพอรู้ได้ว่า ลูกกำลังทำเสียงแสดงความสุข, ตื่นเต้น, กลัว,ไม่ชอบ หรือโกรธอยู่ เขาจะชอบเลียนเสียงพูดของคุณ และจะเริ่มเข้าใจคำว่า “ไม่” ที่คุณพูดกับเขา จากการฟังน้ำเสียงที่คุณพูดออกมา โดยการหยุด หรือทำท่าแบะจะร้องไห้ เมื่อได้ยินคุณพูดว่า “ไม่”

 ลูกจะเริ่มเข้าใจคอนเซปต์ ของการคงอยู่ของของ หรือคนได้ดีขึ้น แม้ว่าเขาจะมองไม่เห็นมันอยู่ต่อหน้า เขาจะเริ่มมองหาของ ที่เขาทำตกลงบนพื้น และกลิ้งหายไปจากสายตาของเขา และจะแสดงท่าดีใจ หรือจำได้เมื่อเห็นแม้เพียงส่วนของของเล่น ที่เขาชอบซ่อนอยู่ใต้ผ้า และมีเพียงบางส่วนของของชิ้นนั้น ยื่นโผล่ออกมาให้เห็น

     ลูกจะเริ่มเข้าใจคอนเซปต์ง่ายๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างการทำสิ่งหนึ่ง แล้วเกิดอีกสิ่งหนึ่งขึ้นมา เช่น เขาจะสามารถเห็นของเล่น ที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าได้ โดยการดึงผ้าออก เขาก็จะเห็นของเล่นนั้น และสามารถคลานเข้าไป หาของเล่นได้

     ซึ่งคอนเซปต์ 2-3 อย่าง ที่กล่าวถึงนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับลูก ที่จะเริ่มเข้าใจเรื่องต่างๆ ต่อไป คุณสามารถเล่น “จ๊ะเอ๋” หรือ เล่นซ่อนของใต้ผ้าให้เขาลองหาดู ซึ่งจะเป็นสิ่งที่สนุกมากสำหรับเขา

     ช่วงนี้คุณยังต้องระวัง เรื่องอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ง่าย เช่น ในการอาบน้ำ แม้ลูกจะนั่งได้เองแล้ว และชอบนั่งเล่นน้ำในอ่าง เวลาอาบน้ำให้ ก็อย่าได้ปล่อยให้เด็กเล่นน้ำเอง เพราะแม้น้ำในอ่างจะไม่ลึกนัก แต่ก็อาจเกิดการจมน้ำ สำลักน้ำได้เสมอ และเด็กเองจะยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้เลย เมื่อเกิดอันตรายขึ้น



     เรื่องการนอนก็จะดีขึ้น จะหลับได้นานขึ้นในเวลากลางคืน และการทานอาหารก็จะดีขึ้น แต่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ พยายามเข้าใจลูกด้วยว่า เขาจะยังไม่มีคอนเซปต์ ของการทานอาหารให้เรียบร้อย ตามเวลา หรือทานจนหมดชาม อย่างที่ผู้ใหญ่ต้องการ ลูกยังจะทานเมื่อเขาหิว แม้ว่าจะเริ่มดูเป็นมื้อได้มากขึ้น จึงควรให้โอกาส และเวลาที่ลูกจะได้ ทานอาหารอย่างมีความสุข ( Enjoy eating) จะดีกว่าการพยายามยัดเยียด หรือกะเกณฑ์ ให้เขาต้องทานอาหารได้มาก เท่านั้นเท่านี้ ให้หมดในเวลาที่กำหนดโดยผู้ใหญ่ เพราะถ้าลูก ”เกิดเกลียดหรือกลัว” การทานอาหารขึ้นแล้ว เขาจะเริ่มอมข้าว หรือแหวะออกมา เพื่อต่อต้านการป้อน และบางครั้ง ถึงขั้นร้องไห้เมื่อเห็นคุณ หรือพี่เลี้ยงถือชามข้าวมาป้อนเขา ฉะนั้น ไม่อยากให้คุณซีเรียส กับเรื่องการทานอาหารของลูกมากนัก

     โดยทั่วไปแล้ว เด็กที่แข็งแรง อารมณ์ดี เล่นได้สนุก จะสามารถทานอาหารได้มากเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่า จะต้องทานได้ดีทุกมื้อ ทุกวันไปตลอด และถ้ายิ่งเวลาไม่สบาย ก็อาจจะทานได้น้อยลงบ้างเป็นธรรมดา

     เด็กบางคนเมื่อมีฟันขึ้น (teething) โผล่พ้นเหงือก (ฟันหน้าซี่ล่าง) อาจจะงอแง หรือมีน้ำลายไหลมากขึ้น เด็กบางคน อาจมีการเจ็บป่วยบ้าง เช่น ท้องเสีย หรือมีไข้ ที่ทางคนไทยเชื่อว่าเป็นจากการยืดตัว ขออย่าได้เข้าใจว่า การเจ็บป่วยนี้นั้นเป็นจากการขึ้นของฟัน และไม่ได้เอาใจใส่ดูแลใกล้ชิด เพราะที่จริงแล้ว ถ้าลูกมีท้องเสียรุนแรง หรือไข้สูงนั้น มักจะเป็นจาก การติดเชื้อในร่างกาย ไม่ได้เกิดจากการขึ้นโผล่พ้นเหงือกของฟัน เพราะการเจริญเติบโตของฟันนั้น ก็เหมือนกับการงอกยาวของเล็บ และเส้นผม หรือการเติบโตของกระดูกส่วนอื่นๆ ในร่างกาย ซึ่งเป็นไปตามเวลา และอายุของเขา คุณควรนึกถึงปัญหาการติดเชื้อ ซึ่งควรพบแพทย์ เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง จะปลอดภัยกว่า

     ช่วงนี้ลูกจะทำเสียงซ้ำๆ เช่น “ปาปา” “มามา” “ดาดา” แต่เขาอาจจะยังไม่ได้หมายถึง “แม่ หรือ พ่อ” อย่างที่คุณดีใจ ยังต้องการเวลาอีกหลายสัปดาห์ ก่อนที่ลูกจะเข้าใจความหมายของ คำว่า “แม่” อย่างแท้จริง และคนๆ นั้นก็คือ คุณคนเดียวเท่านั้น

----------------------------------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณผู้เขียน
พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์
http://www.clinicdek.com

อ่านต่อ »

พัฒนาการปกติ เดือนที่ 6

พัฒนาการปกติ เดือนที่ 6 “เริ่มเรียนรู้โลกภายนอก”



   ในวัยนี้เป็นการเรียนรู้โลกภายนอก พัฒนาการของเด็กแต่ละคน จะมีความหลากหลาย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่หลายคน อาจจะรู้สึกว่าลูกของตน ทำอะไรไม่ได้เท่ากับเด็กคนอื่นๆ ที่อายุไล่เลี่ยกัน ทั้งนี้เพราะเด็กแต่ละคนจะมีความสนใจ และความสามารถที่แตกต่างกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การที่ลูกทำอะไรอย่างหนึ่งได้ช้ากว่าเด็กคนอื่น (แต่อาจจะทำบางอย่างได้ดีกว่าคนอื่น) จะเป็นเครื่องบอกว่า ลูกจะมีพัฒนาการช้ากว่า เนื่องจากขึ้นอยู่กับสิ่งเร้าที่มากระตุ้น และการเลี้ยงดูเด็กในตอนนั้น

     ในช่วงนี้ลูกจะเริ่ม “คืบ” ไปได้พอควร ส่วนใหญ่จะเข้าเกียร์ถอยหลัง ก่อนที่จะไปข้างหน้า และด้วยความอยากรู้อยาก เห็นอันเป็นธรรมชาติของเด็ก ก็จะทำให้เขาอยากออก “ไปเที่ยว” โดยการทำท่าทาง ให้คนอุ้มเขารู้ว่า เขาอยากจะไปข้างนอกแล้ว ซึ่งในแต่ละช่วง ลูกอาจจะคิดค้นเทคนิคใหม่ๆ ออกมาได้เอง

       คุณพ่อคุณแม่ ที่มีเวลาอยู่กับลูกมาก จะสามารถสังเกตเห็นวิวัฒนาการของลูกได้โดยง่าย ลูกจะชอบทำท่าเหมือน วิดพื้น เพื่อออกกำลังแขน และเรียนรู้การทรงตัวเช่นกันเมื่อจัดให้เขาอยู่ในท่านั่ง ก็จะเริ่มนั่งเองได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะยังต้องการการช่วยประคอง มิฉะนั้นก็จะค่อยๆเอนลงไปข้างหน้า หรือข้างข้างได้ เนื่องจากจะยังไม่สามารถทรงตัวได้ดีนักนั่นเอง

ลูกจะชอบให้อุ้มจับยืน และจะชอบคว้าของที่เขาสนใจ ซึ่งจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ผลัดตกได้ง่าย ในตอนนี้ควรให้โอกาสเขาได้อยู่บนพื้นที่นุ่ม เช่นเบาะนวม ฯลฯเพื่อให้เขาได้หัดการใช้กำลังกล้ามเนื้อแขนขา และฝึกการทรงตัวของเขาบ้าง จะดีกว่าการอุ้มตลอดเวลา

        ลูกจะชอบเอามือที่กำลังจับสิ่งของต่างๆ ขึ้นมาเขย่า โดยจะยังไม่สามารถแยกได้ว่า เสียงที่ได้ยินนั้น เกิดจากการเขย่าสิ่งของ ไม่ใช่เกิดจากมือของเขา และจะพบว่าเด็กบางคน ชอบที่จะคว้าของ และโยน หรือปล่อยลงพื้น ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อสังเกตดูปฏิกิริยาของของที่ตกลงบนพื้น และคนอื่นๆ ว่าจะมีท่าทางอย่างไร และจะส่งเสียงให้รู้ว่า เขาไม่ยอม ถ้าไม่มีการนำของที่เขาปล่อยลงพื้นนั้นมาคืนเขา หรือมีการนำของนั้นไปเก็บ ซึ่งก็เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของสิ่งของ และคนรอบข้างของลูกวิธีหนึ่งการมองเห็น และการใช้มือ และนิ้วเล็กๆ ของลูกจะเริ่มดีขึ้น เขาจะสามารถมองเห็นของชิ้นเล็กๆ บนพื้นได้ดี แม้ว่าเขาจะยังไม่สามารถ เอานิ้วหยิบจับมันขึ้นมา เพราะในช่วงนี้ ลูกจะยังใช้มือทั้งมือ และชอบกำของ จะเริ่มจับของสองมือได้ และอาจเริ่มจะสลับของ จากมือหนึ่งไปอีกมือหนึ่ง (transferring things)

      ในช่วงนี้ ดูเหมือนเขาจะยังไม่เข้าใจคอนเซปต์ ของการให้ของที่เขามีอยู่ในมือออกไป คุณอาจจะลองเล่นกับเขา โดยการเอาของให้เขา ทีละชิ้น ให้เขากำไว้ทั้งสองมือ พอให้ชิ้นที่สาม เขาจะยังอยากได้ แต่ก็จะไม่ยอมปล่อยของ ที่มีในมือ คุณลองขอ (ทำท่าทาง และพูด “ขอ ๆ”) แล้วดูปฏิกิริยาของเขาว่า จะทำอย่างไร

       ลูกจะเริ่มพูดส่งเสียงสูงต่ำได้ หลายโทนเสียง เริ่มจะรู้จักชื่อสิ่งต่างๆ ใกล้ตัว เมื่อคุณเรียกชื่อสิ่งนั้น เขาจะทำท่ามองหาได้ ลูกจะเข้าใจ “ความหมาย”ของสิ่งที่คุณพูด โดยการเรียนรู้ท่าที และฟังโทนเสียงของคุณ ฉะนั้นเขาจะทำหน้าตา และท่าทางตอบสนอง ต่อเสียงเรียกของคุณหรือเสียงดุ ได้แตกต่างกัน

    ช่วงนี้ลูกจะดูเหมือนมีอารมณ์หงุดหงิด หรืออาละวาดบางครั้ง ถ้ามีสิ่งไม่ถูกใจเขา และเช่นกัน ก็อาจจะหยุดร้อง กลายเป็นยิ้มได้ทั้งน้ำตา เมื่อมีอะไรที่น่าสนใจ น่าตื่นเต้นมาหลอกล่อ เบนความสนใจของเขา จากเรื่องเดิม

   ลูกจะชอบสำรวจคุณ โดยการเอามือมาแตะหน้า แตะปากคุณ เวลาที่คุณอุ้มเขา และจะเหมือนชวนคุณเล่นกับเขาด้วย โดยการทำเช่นนี้ ลูกกำลังเรียนรู้คอนเซปต์ที่ว่า คุณคือตัวคุณ และเขาเป็นตัวเขา ไม่ใช่คนๆ เดียวกันอีก

เด็กจะชอบเล่น “จ๊ะเอ๋” หรือ การเล่น “ซ่อนหา” อย่างง่ายๆ เมื่อคุณทำท่าจะเดินห่างจากเขา ลูกจะเริ่มทำท่าทาง หรือส่งเสียงเรียก ให้คุณต้องกลับมาหาเขาใหม่และเมื่อคุณเดินหายไปจากสายตา ลูกจะยังคงมอง และคอยให้คุณโผล่กลับมาหาเขาอีก

   ในช่วงนี้ ลูกจะชอบทานอาหารเด็กที่คุณป้อน และจะเริ่มทานได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ลูกทานนมน้อยลง ทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลกลัวว่า ลูกจะไม่โต อีกทั้งการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัว ก็จะไม่มากเท่าในช่วง 4 เดือนแรก ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนเครียด และพยายามยัดเยียด ให้ลูกทานนมมากขึ้น หรือบางรายกลับลดข้าวตุ๋นที่ให้ลูกลง ซึ่งไม่ควรทำดังนั้น เนื่องจากข้าวที่คุณตุ๋นให้นั้น จะมีคุณค่าทางโภชนาการ และแคลอรี่เพียงพอ ดังนั้นลูกจะไม่เกิดการขาดอาหารอย่างแน่นอน

    คุณสามารถให้อาหารเสริมแทนนม 1 มื้อ เมื่อครบ 6 เดือน (ยังต้องระวังการสำลักอาหารหรือ ติดคอ และระวังเรื่องการแพ้อาหารบางอย่าง เช่น อาหารทะเล และไข่ขาวอยู่)

ในช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคน จะคอยเปรียบเทียบลูกของตน กับเด็กคนอื่น และเกิดความกังวล ในเรื่องต่างๆ เช่น “ทำไมฟันยังไม่ขึ้น”, “ทำไมยังไม่เกาะยืน”ฯลฯ ซึ่งเด็กในวัย 6 เดือนนี้ ส่วนใหญ่จะยังทำไม่ได้
ซึ่งอยากจะให้คำแนะนำว่า พัฒนาการของเด็กที่นำมากล่าวในที่นี้ เป็นเกณฑ์เฉลี่ย ของเด็กโดยทั่วไป แต่สำหรับเด็กแต่ละคนแล้ว แม้ว่าจะเกิด วัน เดือน ปีเดียวกัน (แม้แต่ลูกแฝด) ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องมีการพัฒนาได้เท่ากัน และเด็กแต่ละคน ก็มีความชำนาญในการทำสิ่งต่างๆ ได้แตกต่างกันด้วย
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณผู้เขียน
พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์
http://www.clinicdek.com

อ่านต่อ »